วันพุธที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2552

ขอเสนอ 10 วิธีลดโลกร้อน



10 วิธีแก้ภาวะโลกร้อน ปัญหาใหญ่ของสังคมทุนนิยม " ทุกวันนี้ คงสามารถรู้สึกได้กันทุกคนถึง ภาวะโลกร้อน ซึงปัญหาดังกล่าวทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นทุกวัน ถ้าเราสังเกตุจากข่าวประจำวัน จะทราบถึงความผิดปกติของโลกเราน้ำท่วม โคลนถล่ม แผ่นดินไหว อากาศร้อนผิดปกติ ที่อินเดียปัจจุบันอุณหภูมิสูงถึง50 องศาเซลเซียส เกิดจากผลผลิตทางอุตสาหกรรมซึ่งเกิดขึ้นทุกวัน ความร้อนต่างๆและ สารเคมีที่ลอยสู่อากาศปกคลุมโลก
ขอเสนอ 10 วิธีเพื่อลดภาวะโลกร้อน
1. ลดการใช้พลังงานที่ไม่จำเป็นจากเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น แอร์ เครื่องปรับอากาศ พัดลลม หากเป็นไปได้ ใช้วิธี เปิดหน้าต่าง ซึ่งบางช่วงที่อากาศดีๆ สามารถทำได้ เช่นหลังฝนตก หรือช่วงอากาศเย็น เป็นการลดค่าไฟ และ ลดความร้อน เนื่องจากหลักการทำความเย็นนั้นคือ การถ่ายเทความร้อนออก ดังนั้นเวลาเราใช้แอร์ จะเกิดปริมาณความร้อนบริเวณหลังเครื่องระบายความร้อน
2. เลือกใช้ระบบขนส่งมวลชน ในกรณีที่สามารถทำได้ ได้แก่ รถไฟฟ้า รถตู้ รถเมลล์เนื่องจากพาหนะ แต่ละคัน จะเกิดการเผาผลาญเชื้อเพลิง ซึ่งจะเกิดความร้อน และ ก็ซคาร์บอนไดออกไซด์ ดังนั้นเมื่อลดปริมาณจำนวนรถ ก็จะลดจำนวนการเผาไหม้บนท้องถนน ในแต่ละวันลงได้
3. เวลาเดินเข้าห้างสรรพสินค้า หากมีใครเปิดประตูทิ้งไว้ ให้ช่วยปิดด้วยเนื่องจากห้างสรรพสินค้าแต่ละห้างนั้น มีพื้นที่มาก กว่าจะทำให้เกิดความเย็นได้ ก็จะก่อให้เกิดเกิดความร้อนปริมาณมาก ดังนั้นเมื่อมีคนเปิดประตูทิ้งไว้ แอร์ก็จะยิ่งทำงานมากขึ้นเพื่อให้ได้ความเย็นตามที่ระบุไว้ในเครื่อง ซึ่งประตูที่เปิดอยู่จะนำความร้อนมาสู่ตัวห้างเครื่องก็จะทำงานวนอยู่อย่างนั้น ซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดความร้อนอีกปริมาณมากต่อสภาพภายนอก
4. พยายามรับประทานอาหารให้หมด เศษอาหารที่เหลือทิ้งไว้จะก่อให้เกิดก๊าซมีเทนซึ่งก่อให้เกิดปริมาณความร้อนต่อโลก เมื่อหลายคนรวมๆกันก็เป็นปริมาณความร้อนที่มาก
5. ช่วยกันปลูกต้นไม้ เพราะต้นไม้จะคายความชุ่มชื้นให้กับโลก และ ช่วยดูดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นสาเหตุภาวะเรีอนกระจก
6. การชวนกันออกไปเที่ยวธรรมชาติภายนอก ก็ช่วยลดการใช้ปริมาณไฟฟ้าได้
7. เวลาซื้อของพยายามไม่รับภาชนะที่เป็นโฟม หรือกรณีที่เป็นพลาสติก เช่นขวดน้ำพยายามนำกลับมาใช้อีก เนื่องจากพลาสติกเหล่านี้ทำการย่อยสลายยาก ต้องใช้ปริมาณความร้อน เหมือนกับตอนที่ผลิตมันมา ซึ่งจะก่อให้เกิดความร้อนกับโลกของเราเราสามารถนำกลับมาใช้เป็นภาชนะใส่น้ำแทนกระติกน้ำได้ หรือใช้ปลูกต้นไม้ก็ได้
8. ไม่รับประทานเนื้อสัตว์ที่เคี้ยวเอื้อง เนื่องจากสัตว์เหล่านี้ อุจจาระจะปล่อยก๊าซมีเทนอออกมา ดังนี้นอุตสาหกรรมเลี้ยงสัตว์ประเภทนี้ เมื่อมีจำนวนมากก็จะก่อให้เกิดความร้อนกับโลกเรามาก
9. ใช้กระดาษด้วยความประหยัด กระดาษแต่ละแผ่น ทำมาจากการตัดต้นไม้ ซึ่งเป็นเสมือนปราการสำคัญของโลกเรา ดังน้นการใช้กระดาษแต่ละแผ่นควรใช้ให้ประหยัดทั้งด้านหน้าหลัง ใช้เสร็จควรนำมาเป็นวัสดุรอง หรือ นำมาเช็ดกระจกก็ได้ นอกจากนี้การนำกระดาษไปเผาก็จะเกิดความร้อนต่อโลกเราเช่นกัน
10. ไม่สนับสนุนกิจการใดๆ ที่สิ้นเปลืองทรัพยากรของโลกเรา และควรสนับสนุนกิจการที่มีการคำนึงถึงการรักษาสิ่งแวดล้อม
สรุปว่า
- กิจกรรมจากเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ นั้น จะส่งผลให้เกิดความร้อนต่อโลกเรา
- เครื่องปรับอากาศ เช่นเดียวกัน สร้างให้เกิดความร้อนต่อโลก เนื่อง เป็นการระบายความร้อนจากบริเวณที่เราต้องการให้เย็นสู่
-ภายนอก ก็คือ สิ่งแวดล้อมนั่นเองยิ่งปริมาณพื้นที่มาก ปริมาณความร้อนที่เกิดจากการปรับอากาศยิ่งสูง
- ปริมาณ พลาสติก ที่ผลิตกันอยู่ทุกวันนี้ เป็นสิ่งที่ไม่สามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ ต้องใช้ความร้อนเผาไหม้ในการทำลาย ซึ่งนอกจากใช้ความร้อนจำนวนมากแล้ว ยังเกิดสารเคมีลอยขึ้นไปปกคลุมโลกของเรา กลายเป็นลักษณะของกระจก
- ยานพาหนะ ที่ใช้น้ำมันในปัจจุบัน นอกจากความร้อนระหว่างการเผาไหม้แล้วยังเกิด ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ ซึ่งส่งผลต่อภาวะเรือนกระจก ดังนั้น การใช้การเดินทางโดยระบบขนส่งมวลชน ไปกันหลายๆคน ต่อครั้ง ก็จะลดปริมาณการเผาไหม้
- และ กิจกรรมอื่นๆ ที่ได้กล่าวมาที่ทำให้เกิดความร้อน และ สารเคมี ย่อมส่งผลต่อภาวะโลกร้อน

เคล็ดลับการดูแลผิว

เคล็ดลับการดูแลผิว

อาบน้ำอย่างไรให้ผิวสวย
ระหว่างอาบน้ำชำระร่างกายควรหาผ้าขนหนูนุ่มๆ ผืนเล็กๆ หรือฟองน้ำ หรือใยบวบ มาขัดถู ให้ทั่วๆ ร่างกายเพื่อขจัดสิ่งสกปรกบนผิวหนังให้ได้อย่างหมดจด การกระตุ้นผิวหนังระหว่างการอาบน้ำก็เสมือนการนวดผิวทำให้ผิวของคุณได้รับการดูแล ผิวจะสวยนุ่ม ละไม หลอดเลือดใต้ผิวหนังขยายตัวได้ดี ระบบไหลเวียนของเลือดก็เป็นไปอย่างสะดวกดีอีกด้วย
การอบไอน้ำเพื่อสุขภาพ ช่วยให้ผิวแข็งแรง
อุณหภูมิไม่เกิน 100 องศาเซลเซียสคืออุณหภูมิที่ดีหากคุณต้องการอบไอน้ำหรือซาวน่าเพื่อให้ หลอดเลือดขยายตัว ผิวพรรณชุ่มชื่น และยังขับเหงื่อเพื่อช่วยลดน้ำหนักได้ดีอีกด้วย การอบไอน้ำช่วยให้สุขภาพดี เพราะทำให้ประสาทของคุณได้รับการผ่อนคลาย หายเครียด ขจัดความอ่อนเพลีย แต่ถ้าจะอบไอน้ำเพื่อเอาใจผิวพรรณโดยเฉพาะคุณควรอบนาน 10 นาทีก็เพียงพอแล้ว หากต้องการลดน้ำหนักควรอบแบบสลับไปมานาน 20-30 นาทีก็ได้
ดับกลิ่นลมหายใจไม่สะอาดด้วยนมสด
ในระหว่างวันหากคุณพบว่ามีกลิ่นปากหรือลมหายใจไม่สะอาดจนคุณรู้สึกไม่มั่นใจและไม่ สามารถหาหมากฝรั่งหรือเม็ดอมดับกลิ่นได้ทันท่วงที คุณสามารถดื่มนมสดหรือน้ำผึ้งผสมน้ำอุ่นเพื่อดับกลิ่นปากให้ลมหายใจสะอาด แม้กลิ่นกระเทียมที่ค่อนข้างรุนแรงน้ำนมก็สามารถดับกลิ่นได้อย่างดีทีเดียว นอกจากนมสดและน้ำผึ้งแล้วการดื่มน้ำมะนาวผสมน้ำอุ่นก็ช่วยดับกลิ่นปากและกลิ่นที่เกิดจากการรับประทานอาหารซึ่งมีเครื่องเทศกลิ่นแรงได้เป็นอย่างดี
ดูแลริมฝีปากทุกฤดูกาล
ในช่วงฤดูหนาวเมื่อริมฝีปากแห้ง ลอกเป็นขุย หรือแตกจนแสบ นั่นแหละถึงจะได้รับการดูแล ทะนุถนอม ซึ่งในความถูกต้องนั้นคุณควรที่จะบำรุงถนอมริมฝีปากตลอดเวลาไม่ว่าจะเป็นฤดูกาลใดเพื่อที่ริมฝีปากจะมีความชุ่มชื้นนุ่มละมุนเสมอ ไม่มีวันแห้งจนแตกในฤดูหนาว การทาลิปมัน ทาขี้ผึ้ง เป็นประจำจะช่วยได้เป็นอย่างดี แต่สำหรับคุณผู้ชายที่ไม่อยากยุ่งยากกับการทาปาก หรือคุณผู้หญิงที่ไม่ชอบทาลิปสติกก็ควรใช้โลชั่นที่ใช้สำหรับบำรุงหน้าหรือผิวกายทาให้ทั่วริมฝีปากทุกๆ คืนก่อนนอน ริมฝีปากจะชุ่มชื้น นุ่มเนียน ไม่มีริ้วรอยย่น ไม่แห้งจนต้องเลียริมฝีปากบ่อยๆ ให้เสียบุคลิก
ผลไม้สดจากธรรมชาติ บำรุงผิวได้ผลเร็วกว่าครีมราคาแพง
ในผลไม้ทุกชนิดนั้นอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุสำคัญๆ มากมายที่จะให้คุณประโยชน์ต่อ ร่างกายได้โดยตรง คนที่รับประทานผักสด และผลไม้สดเป็นประจำสม่ำเสมอทุกๆ วันนั้นสังเกตได้เลยว่าจะเป็นคนผิวพรรณดี แม้เป็นผู้ชายก็ผิวสวย ผุดผ่อง มีน้ำมีนวล ผลไม้บางชนิดนั้นนอกจากรับประทานแล้วยังสามารถนำมาพอกทาใบหน้าเพื่อบำรุงผิวหน้าโดยตรงได้อีก ด้วย ผลที่ได้ก็ค่อนข้างเร็วทันใจกว่าการบำรุงด้วยครีมต่างๆ ซึ่งต้องการเวลาและมีราคาสูง ถ้าคุณขยันก็ควรแบ่งเวลาสักไม่ถึงครึ่งชั่วโมงต่อสัปดาห์เพื่อพอกหน้าด้วยผลไม้ ผลที่ได้คือผิวดีที่คุ้มค่าที่สุด สับปะรดสดๆ คั้นเอาแต่น้ำมาชโลมพอกทาใบหน้า คนที่มีผิวหน้ามันจะได้ผิวที่ดี สมดุล จุดด่างดำ และริ้วรอยต่างๆ จะหายไป (พอกนาน 20 นาที) แอปเปิลนำไปปั่นให้ข้น (ไม่ต้องให้เป็นน้ำ) หรือฝานเป็นชิ้นบางๆ นำมาวางทั่วใบหน้า หรือพอกหน้าไว้นาน 20 นาที เหมาะสำหรับคนผิวแห้ง เพิ่มความชุ่มชื้นให้ใบหน้า ผิวหน้าที่ตากลมตากแดดมากๆ ควรบำรุงด้วยสูตรนี้ มะละกอสุกที่คัดเมล็ดทิ้งแล้วปั่นหรือยีให้เละด้วยส้อม นำมาพอกหน้านาน 15-20 นาที ทำให้ผิวหน้าที่แห้งแตกเป็นขุยๆ มีความนุ่มนวลและชุ่มชื้นขึ้น เปลือกมะนาวที่บีบน้ำออกแล้วนำมาถูคลึงเบาๆ ทั่วใบหน้ามันจะช่วยลดความมัน ขจัดสิวเสี้ยน เพิ่มความขาวนวลได้ดี มะเขือเทศ แตงกวา น้ำผึ้ง (เลือกอย่างหนึ่งอย่างใด) ปั่นละเอียดหรือฝานบางๆ วางทั่วใบหน้าหรือพอกหน้านาน 20 นาทีเป็นประจำทุก 1 สัปดาห์ จะช่วยขจัดริ้วรอยบนใบหน้า เพิ่มความขาวเนียนผุดผ่องให้ใบหน้าได้อย่างวิเศษ
เคล็ดลับบำรุงผิวหน้ามัน
ตำรับนี้เหมาะสำหรับทั้งคุณผู้หญิงและคุณผู้ชาย หากใบหน้าของคุณมีความมันคุณควรบำรุง ด้วยสูตรนี้ทุกๆ 10 ต่อ 1 ครั้ง ด้วยแตงกวามะนาวและไข่ ซึ่งไม่มีสารเคมีใดๆ ที่จะทำให้คุณแพ้หรือเกิดอาการระคายเคืองได้อย่างแน่นอน เตรียมแตงกวา 2 ลูก ปอกเปลือกแล้วล้างให้สะอาด นำมาปั่นให้ละเอียดผสมกับน้ำมะนาวครึ่งช้อนโต๊ะและไข่ไก่ 2 ฟอง (คัดเอาแต่ไข่ขาว) เมื่อปั่นจนผสมกันดีแล้วนำมาชโลมให้ทั่วใบหน้า (ล้างหน้าให้สะอาดก่อน) เว้นรอบริมฝีปากและดวงตา คุณต้องไม่เคลื่อนไหวใบหน้าจนครบกำหนดเวลา แล้วจึงล้างออกให้สะอาดด้วยสบู่
สตรอเบอรี่เพื่อผิวหน้า
การบำรุงผิวหน้าให้มีความชุ่มชื้นไม่แห้งกร้านด้วยสตรอเบอรี่นั้นค่อนข้างทำได้แสนง่ายดาย และได้ผลดีเยี่ยมทันอกทันใจ ผิวหน้าของคุณจะขาวขึ้น มีความเนียนนวล ปราศจากริ้วรอยและจุดด่างดำต่างๆ ถ้าคุณพอกหน้าด้วยผลสตรอเบอรี่สดๆ ประมาณ 15-20 ลูก โดยนำมาปั่นให้ละเอียดจนข้นหรือใช้ส้อมตีๆ ยีๆ ให้ละเอียด (มีกากเนื้อเล็กน้อยได้) จากนั้นนำมาพอกทั่วๆ ใบหน้า เว้นรอบดวงตา และริมฝีปาก พอกทิ้งนาน 20 นาทีจึงค่อยล้างออกด้วยสบู่ สูตรนี้สามารถทำได้ทุกๆ สัปดาห์ จะได้ผลดีน่าพอใจ
บำรุงผมแห้งด้วยตัวเอง
ครีมนวลและบำรุงผมสำหรับเส้นผมที่คุณใช้อยู่เป็นประจำคู่กับแชมพูสระผมนั้นอาจต้องใช้ เวลานานพอควรกับการปรับสภาพเส้นผมให้มีความชุ่มชื้นขึ้น ไม่แตกปลาย ไม่ฟูฟ่อง มีความเงางาม และมีน้ำหนักขึ้น ถ้าคุณอยากบำรุงเส้นผมที่แห้งเสียของคุณให้มีสุขภาพดีขึ้นอย่างรวดเร็วทันใจ นอกจากการใช้ครีมนวด บำรุงหลังสระทุกครั้งแล้วอาจเพิ่มสูตรบำรุงผมอีกตำรับหนึ่งซึ่งคุณผสมทำเองได้ทุก 10 วันต่อ 1 ครั้ง ก็น่าจะลองทำดูบ้าง เตรียมไข่ไก่ 1 ฟอง น้ำผึ้ง 1 ช้อนชาครึ่ง และน้ำมันงาสัก 2-3 ช้อนโต๊ะ นำมาผสมกันแล้วตีให้เข้ากันจนละเอียดเนียน แต่ไข่นั้นต้องเลือกเอาเฉพาะไข่แดงมาตีให้ฟู วิธีหมักผมก็ต้องราดน้ำให้เส้นผมเปียกชุ่มทั้งหมดก่อนนำครีมน้ำมันงามาทา และนวดให้ทั่วๆ เส้นผม หมักผมทิ้งไว้นานครึ่งชั่วโมง แล้วล้างออกให้สะอาดก่อนสระผมตามปกติ ถ้าผมยาวก็ให้เพิ่มไข่แดงอีก 1 ฟอง และเพิ่มปริมาณน้ำมันงากับน้ำผึ้งอีกอย่างละ 2 ช้อนชา
ผมมันกับนมเปรี้ยว
เส้นผมเป็นมันจะทำให้ทรงผมดูลีบแบนและมีรังแคง่าย คุณสามารถบำรุงให้ผมที่มีความมัน ลดระดับความมัน และมีความสมดุลพลิ้วสลวยขึ้นได้ ด้วยการผสมไข่ไก่ 1 ฟองลงในนมเปรี้ยวประมาณ 1 แก้ว นำมาตีๆ ให้เข้ากันดี หรือจะใช้เครื่องปั่นก็ได้ไข่ไก่นั้นใช้ทั้งใบได้เลยไม่ต้องคัดไข่ขาวทิ้ง ราดน้ำให้เส้นผมเปียกชุ่มแล้วจึงหมักนมเปรี้ยวผสมไข่ไก่ให้ทั่วทั้งศีรษะ กะดูให้ครีมหมักชโลมเส้นผมอย่างทั่วถึง แล้วหมักผมทิ้งไว้นาน 10-15 นาทีจึงล้างออกให้สะอาดก่อนสระผมตามปกติ
สูตรพิเศษบำรุงมือและเล็บ
คนที่รักมือของตนเป็นพิเศษนั้นย่อมรักเล็บมือด้วย และการใช้ครีมโลชั่นต่างๆ ทามือและเล็บ อยู่เป็นประจำจะช่วยบำรุงให้มือของคุณนุ่มละมุนและมีความชุ่มชื่น เล็บมือก็มีสุขภาพดี ไม่แห้งเปราะง่ายหรือซีดเหลือง ยังมีสูตรบำรุงเล็บและมืออีกสูตรหนึ่งซึ่งเป็นเคล็ดลับที่จะบันดาลความนุ่มละมุนให้มือและเล็บได้อย่างดี เยี่ยม หนังรอบขอบเล็บก็จะนุ่ม ไม่แข็งกระด้าง สูตรธรรมชาติตำรับนี้คือไข่แดงและสับปะรด เตรียมไข่ไก่ 2 ฟอง เลือกแต่ไข่แดงมาตีให้ฟูใส่น้ำสับปะรดคั้น 3 ช้อนโต๊ะลงไปแล้วตีให้เข้ากัน แช่มือของคุณในน้ำสับปะรดและไข่แดงนี้นาน 30-40 นาทีจึงล้างออกให้สะอาด หมั่นทำเช่นนี้เดือนละ 2 ครั้งรับรองว่าเห็นผลได้ชัดเจนทันใจแน่นอน
มาเอาใจเท้าของคุณกันเถอะ
ในวันหนึ่งๆ คุณต้องใช้เท้าเดินไปมาเป็นระยะทางไม่ใช่น้อยๆ บางวันเท้าก็ต้องวิ่ง ต้องเหน็ด เหนื่อยตรากตรำมากพอสมควร คุณคงไม่ปฏิเสธว่าคนเรามักใส่ใจบำรุงตามากกว่าเท้า แต่ถึงเวลาแล้วที่เราควรจะหันมาเอาอกเอาใจเท้ากันบ้าง อย่างน้อย 2 สัปดาห์ต่อ 1 ครั้งก็ยังดี ใช้เวลาเพียง 15 นาทีเท่านั้น ทำในขณะพักผ่อนดูทีวีก็ได้ ไม่ควรอ้างว่าไม่มีเวลาปรนนิบัติเท้าของคุณ สูตรสำหรับบำรุงเท้าให้นุ่มนวลไม่แห้งกร้านสามารถทำได้โดยเตรียมน้ำส้มสายชู 2 ช้อนชาและนมเปรี้ยว 1 แก้วน้ำดื่ม นำมาผสมให้เข้ากันดี แล้วชโลมทาให้ทั่วๆ เท้าทั้งสองข้าง แช่ทิ้งไว้นาน 15 นาทีจึงล้างออกให้สะอาดสะอ้าน เท้าของคุณจะขาวขึ้นอีกด้วย แต่ช่วงที่เท้ามีแผลหรือถลอกไม่ควรบำรุงด้วยตำรับนี้
ถุงมือ ดูแลสุขภาพมือและเล็บ
การมีถุงมือยางและถุงมือผ้าฝ้ายไว้ติดบ้านนั้นเป็นสิ่งที่คุณควรปฏิบัติอย่างยิ่ง เพราะผลที่คุณ ได้คุ้มค่ามากกว่าที่คุณคาดคิดแน่นอน งานบ้านบางอย่าง เช่น ล้างจาน ปัดกวาด เช็ดถูเครื่องเรือน เครื่องใช้ แม้จะทำเล็กๆ น้อยๆ ก็ควรสวมถุง มือ การตัดแต่งกิ่งไม้ พรวนดิน รดน้ำต้นไม้ ล้างรถ ขนย้ายโต๊ะ ย้ายข้าวของ เพื่อจัดแต่งมุมห้องหรือบ้าน ก็สมควรสวมถุงมือเสมอๆ การสวมถุงมือในการทำกิจกรรมบางอย่างจะช่วยถนอมมือและเล็บของคุณให้ดูนุ่มเนียนไม่หยาบกร้าน แม้เป็นเพศชายก็ควรถนอมมือและเล็บให้มีสุขภาพดี หมั่นทาโลชั่นบำรุงเสมอๆ หลังเสร็จภารกิจใดๆ ที่ต้องใช้มือและเล็บนานๆ
สวมหมวกและแว่นตากันแดดบ้าง
ในวันที่คุณต้องอยู่ในที่กลางแจ้งคุณจะต้องเตรียมหมวกและแว่นกันแดดให้พร้อม เป็นต้นว่า การไปเที่ยวตลาดนัดสุดสัปดาห์ ไปชมการแข่งกีฬาที่สนาม ถ้าคุณรู้ว่าจะต้องเดินทางไปในเวลากลางวันที่แดดจ้าก็ไม่ควรละเลยที่จะดูแลตัวเองด้วย เส้นผมที่ถูกแสงแดดนานๆ และดวงตาที่รับแสงจ้ามากๆ เป็นเวลานานย่อมเสียสุขภาพแน่ การสวมหมวกมิใช่เพียงหลบไอร้อนแต่ยังช่วยดูแลเส้นผมให้คุณ เช่นเดียวกับการถนอมดวงตาด้วยการสวมแว่นตากันแดดเสมอๆ เมื่อต้องอยู่กลางแสงแดด ซึ่งจะทำอันตรายดวงตาและเส้นผมตลอดจนผิวพรรณของคุณได้อย่างแน่นอน
ฝึกนั่งสมาธิดูบ้าง
การทำจิตใจให้สงบมิใช่เป็นการดูแลสุขภาพทางใจแต่เพียงเท่านั้น เพราะจิตใจและร่างกายของ คนเรานั้นสัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้งที่สุด ถ้าคุณลองฝึกนั่งสมาธิดูบ้าง หมั่นทำเป็นประจำสม่ำเสมอ เมื่อจิตใจสงบสบายผ่อนคลายดีแล้วคุณจะเป็นคนที่สมองปลอดโปร่ง ความคิดอ่านโลดแล่น การตัดสินใจเฉียบคม มีบุคลิกภาพที่ดี สามารถควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ดี และในส่วนของผลดีที่จะเกิดกับร่างกายที่เห็นได้ชัดก็คือการนอนหลับสบายและง่ายขึ้น ขับถ่ายสะดวก ร่างกายกระชุ่มกระชวยขึ้น การเคลื่อนไหวและการทำงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพขึ้นกว่าเดิม
ความเครียดคือผู้ร้าย ทำลายสุขภาพได้อย่างนึกไม่ถึง
อย่าคิดว่าบางครั้งบางคราที่คุณเครียดแล้วจะทำให้คุณเพียงมีอารมณ์ที่หงุดหงิดและคิดมากจน นอนไม่หลับเท่านั้น แต่ความเครียดจะทำลายคุณได้อย่างที่คุณนึกไม่ถึง มาดูกันเถอะว่าความเครียดทำอะไรคุณบ้าง หิวเก่ง เบื่ออาหาร ปวดท้อง ปวดหลัง ปวดศีรษะ ตกใจง่าย ง่วงซึม ลุกลี้ลุกลนผิดปกติ ป่วยง่าย นอนกัดฟัน นอนกรน หลับยาก ขาดความมั่นใจ อารมณ์เสียบ่อยๆ ฝันกลางวัน ใจสั่น หมดอารมณ์เพศ ปัสสาวะบ่อยๆ สูบบุหรี่จัด ดื่มหนัก อยากบงการ เป็นโรคกระเพาะ โรคไขข้อ มะเร็ง ลำไส้อักเสบ ผิวหนังอักเสบ ความดันโลหิตสูง ไมเกรน ระบบหัวใจผิดปกติ ฯลฯ มหันตภัยจากความเครียดยังมีอีกมากมายมหาศาลซึ่งจะเกิดขึ้นกับจิตใจและร่างกายได้อย่างที่คุณไม่รู้ตัวว่าเกิดเพราะผลจากความเครียด ดังนั้นอย่าปล่อยให้ตัวเองเครียดเด็ดขาด พยายามมีอารมณ์ขัน หาทางออกที่ดีที่จะลดและขจัดความเครียดออกไปให้ได้ หาซื้อหนังสือขจัดความเครียดมาลองอ่านดู อาจมีสักวิธีที่เหมาะกับคุณแน่นอน
รักตัวเอง เพื่อรักษาสุขภาพอย่างสมบูรณ์แบบ
สุขภาพของคุณจะดีได้ก็คงต้องอาศัยความรักที่คุณมีให้กับชีวิตและร่างกายของคุณเอง ที่ผิวพรรณแห้งกร้าน ใบหน้าซูบหมอง ดวงตาไม่แจ่มใส เดินเหินไม่คล่องแคล่ว เซื่องซึม อารมณ์ แปรปรวน เบื่ออาหาร รับประทานอาหารไม่ค่อยได้หรือรับประทานจุเกินไป ผอมแห้งหรืออ้วนฉุ ท้องผูกหรือท้องร่วง เป็นโรคกระเพาะ มีอาการนอนไม่หลับ ป่วยทางจิต ป่วยทางกาย ฯลฯ อาการหนึ่งอาการใดดังกล่าวนี้ถ้าคุณเคยเป็นก็แสดงว่าคุณเป็นอีกคนหนึ่งซึ่งไม่รักตัวเอง คุณจึงไม่ใส่ใจที่จะรักษาสุขภาพของตนเอง หากคุณใส่ใจเรื่องอาหารการกินบ้าง รู้สักนิดว่ากินอาหารชนิดใดจะมีผลดีหรือร้ายต่อสุขภาพอย่างไร รู้จักออกกำลังกายบ้าง รู้จักพักผ่อนและดูแลถนอมบำรุงตั้งแต่เส้นผมจรดปลายเท้าบ้าง นั่นคือสิ่งที่คนรักตัวเองควรกระทำ และเมื่อคุณรักตัวเองจนมีสุขภาพที่ดีแล้วคุณก็จะรักคนอื่นเป็น ปรารถนาที่จะแนะนำสิ่งดีๆ เพื่อรักษาสุขภาพให้แก่คนรอบข้าง เมื่อนั้นคุณจะเป็นคนที่สมบูรณ์แบบและมีสุขภาพดีอย่างแท้จริง เพราะดีพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ
นักมังสวิรัติได้แคลเซียมสูง
แคลเซียมเป็นเกลือแร่ที่แสนสำคัญต่อร่างกายของคุณ เนื่องจากบทบาทหน้าที่ของมันก็คือช่วย ให้กระดูกแข็งแรง เซลล์กล้ามเนื้อและเซลล์ประสาทก็ต้องการแคลเซียมไปช่วยในการทำงานให้มีประสิทธิภาพ ถ้าคุณไม่อยากเป็นโรคกระดูกผุ ข้ออักเสบ ความดันโลหิตสูง มะเร็งลำไส้ ฯลฯ คุณก็ควรสนใจอาหารแคลเซียมอย่างจริงจังตั้งแต่วันนี้ อาหารที่เป็นแหล่งแคลเซียมที่ดีส่วนใหญ่เป็นอาหารที่นักมังสวิรัติได้รับประทานกันเป็นประจำสม่ำเสมอ แหล่งอาหารดังกล่าวนี้คือ งาดำคั่ว ถั่วแดง อัลมอนด์ เมล็ดทานตะวัน ถั่วลิสง มะม่วงหิมพานต์ ถั่วแระ กุ้งแห้ง ปลาลิ้นหมา ปลาเล็กปลาน้อยทอด ใบยอ ใบชะพลู ใบมะกรูด กุ้งฝอย ปูทะเล หอยแมลงภู่ หอยแครง ปลาทู ไข่แดง นม เนย เป็นต้น

http://www.geocities.com/Kritsana9/new_page_7.htm

เคล็ดลับเรียนเก่ง ของเด็กมหาลัย


เคล็ดลับเรียนเก่ง ของเด็กมหาลัย
ชีวิตการเรียนในมหาวิทยาลัยจะแตกต่างโดยสิ้นเชิงกับการเรียน ม.ปลาย เริ่มตั้งแต่การกำหนดเวลาเรียนเอง (การแย่งกันลงทะเบียน ) การกะเวลาเข้าเรียนเอง (กรณีวิชานั้นๆไม่มีคะแนนเข้าห้อง) และการที่ต้องแบ่งเวลาทำกิจกรรมอื่นๆ (แล้วแต่ใครจะรวมเวลาเที่ยวเล่นลงไปด้วยก็แล้วแต่นะจ้ะ ^-^) สรุปแล้วว่า freedom กว่าเดิมแยะ และความ freedom นี่แหละ ทำให้นักศึกษาหลายต่อหลายคน จบชีวิต(ความเป็นนักศึกษา คณะนั้นๆ) ไปหลายต่อหลายคน (ไทด์ นั่นเองล่ะพี่น้องค้าบ^o^) พี่เองก็เจอกะตัวมาแล้ว สนุกไปนิด ชะล่าใจไปหน่อย คะแนนออกมา ตกมีนแทบทุกตัว T-T แทบแย่เหมือนกันกว่าจะตั้งหลักได้
ว่าแล้วก็มีเทคนิคดีๆมาฝาก เผื่อน้องๆกะเพื่อนๆจะเอาไปใช้นะจ้ะ พี่ลองดูแล้วเกรด 3 up ทุกเทอมเลย (ไม่ได้โม้นา ^o^)
1.คุมเวลาตื่นนอนให้ได้ทุกวันก่อนคะ.เช่น ตื่น 6 โมงเช้านอน 4 ทุ่ม ซัก 1 เดือน ติดต่อกัน ให้ได้ก่อนค่อยมาว่าจะอ่านหนังสือคะ. เพราะจะเป็นการจัดระบบมันสมองใด้อย่างดีเยี่ยม และจะรู้สึกว่าสมองมีพลังในการรับรู้คะ. ถ้าทำข้อนี้ไม่ได้ อย่าคิดว่าจะเรียนให้ดีได้ ยากคะ!. (สำหรับนักเที่ยวนอนดึกทั้งหลาย ลดดีกรีลงมาหน่อย เที่ยวเฉพาะวันเสาร์ไม่ก็วันที่ไม่มีเรียนเอาดีกว่านะจ้ะ)
2. หลักการอ่านหนังสือใด ๆ ไม่จำเป็นต้องอ่านทีละนาน ๆ คะเช่นตั้งไว้ว่า วันนึง เราจะ อ่านซัก 1 - 2 ชม.ก็เกินพอคะ. แต่สำคัญอยู่ที่ความต่อเนื่องคะ. ถ้ายังบังคับตัวเองไม่อยู่ ข้อ 1. ก็ เป็นการฝึกบังคับอย่างนึงแล้ว ต้องอ่านทุกวัน (อาจฟังดูยาก แต่ถ้าอ่านทุดวันเป็นกิจวัตรก็จะเกิดความเคยชิน ไม่หนักเลยค่ะ) เว้นแต่ถ้าไม่ได้ใกล้ช่วงสอบมากนัก จะพักผ่อนวันเสาร์-อาทิตย์ก็ไม่ว่ากันค่ะ
3. ที่ว่า 1 -2 ชม.นั้นต้องรู้ว่าตัวเองเราสามารถรับได้ครั้งละเท่าไรคะอย่างเช่นพี่จะ อ่านวันละ 2 ชม. แต่แบ่ง เป็น 4 ยก. ครั้งละ 25 - 30 นาที และพัก 5- 10 นาที
4. อ่านจบวันนึง ๆไม่ต้องถึงกับมีสรุปแบบเล่มยาว ๆ หรอกนะคะ. สรุปสั้น ๆ ว่าวันนี้ได้อะไรบ้าง สูตรอะไร ๆ หรือความเข้าใจอะไร ก็พอค่ะ
5. ถึงตอนนอนให้นั่งสมาธิซัก 5 นาทีพอรู้สึกใจเริ่มนิ่ง ให้นึกที่เราสรุปไว้ เมื่อกี๊ค่ะ. ถ้านึกไม่ออกแสดงว่าสมาธิตอนอ่านหนังสือไม่ดีให้เปิดไฟ ลุกออกไปดูที่สรุปใหม่ แล้วนึกใหม่ค่ะ.
6. ต้องรู้วิธีเรียนในแต่ละวิชาค่ะ. ต้องพอรู้เกี่ยวกับแนวการสอนที่อาจารย์วิชานั้นๆสอน รู้ว่าอาจารย์ชอบเน้นจุดไหน ย้ำเนื้อหาตรงไหนบ่อยๆนั่นแหละค่ะแนวข้อสอบทั้งนั้น!
7. วิธีเรียนพวกวิชาที่ใช้ความเข้าใจ อันดับ แรกต้องรีบศึกษาเนื้อหาทั้งหมดให้จบอย่างรวดเร็วค่ะ. ถามว่าอ่านจากไหน อย่ามองไกลค่ะ. แบบเรียนนั่นล่ะ อย่าเพิ่งไปมองพวกคู่มือ ถ้าเราอ่านแบบเรียนไม่รู้เรื่อง ก็อย่าไปหวังจะดูตำราอื่นเลยค่ะ. จากนั้นให้รีบหา แบบฝึกหัดมา(อย่าคิดว่าเรียนมหาลัยแล้วไม่ต้องทำแบบฝึกหัดนะคะ) ทำในแบบเรียนนั่นล่ะให้ได้หมดก่อน จากนั้นค่อย เสาะหาตำราคู่มือที่คิดว่าเราดี อ่านแล้วเข้าใจอีกซักเล่มนึงมา อ่านเนื้อหาให้หมด อีกที แล้วทำแบบฝึกหัดในเล่มนั้นให้จบหมด .
สำคัญคือความตั้งใจนะค่ะ. ต้องเข้าใจว่าเรา มีความรู้ในบทนั้น ๆ จบแล้ว ทำไมยังทำโจทย์บางข้อไม่ได้ พยายามคิด สุดท้ายไม่ออก ก็ดูเฉลย แล้วต้องตอบตัวเอง ให้ได้ว่าเราโง่ตรงไหน ทำไมทำไม่ได้ โจทย์ข้อนั้น ๆ เป็นเทคนิคเฉพาะหรือเปล่า ต่อไป ก็เสาะหาพวกข้อสอบต่าง ๆ มาให้เยอะที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้ว ก็ ทำ ๆ ๆ จนเกิดรู้สึกว่า บรรลุ !!! ในเรื่องนั้น ๆ มันเป็นความรู้สึกคล้าย ๆ สำเร็จเป็นผู้วิเศษอะไรทำนองนั้น หรือฝึกวิทยายุทธสำเร็จแบบนั้น มองโจทย์ปุ๊บ จะเกิดความคิด แปร๊บ ๆ ขึ้นมานึกออกทะลุหมด เมื่อนั้นรู้สึกแบบนี้เมื่อไร ให้รีบสรุปเนื้อหาบทนั้น ๆ ออกมา ในกระดาษขนาดประมาณ 2.5 นิ้ว คูณ 4 - 5 นิ้วค่ะ. ใช้หน้าหลังเขียนให้พอให้ได้ใน 1 บทต่อ 1 แผ่น อาจจะมียกเว้นบางบท เช่น สถิติ อาจใช้ถึง 6 แผ่น หรือแคลคูลัส 3 แผ่น ส่วนใหญ่ไม่เกินหรอกค่ะ. จากนั้นปาตำราบทนั้น ๆ ทิ้งไปเลยค่ะ
8. สิ่งที่สำคัญที่สุดในการทำอะไรก็ตามที่คือ ต้อง มีความรู้ติดสมอง สามารถหยิบมาใช้การได้ทันทีค่ะ. ถ้าคิดจะเรียนเพื่อสอบนั่นก็แสดงว่า กำลังคิดผิดอย่างใหญ่หลวงค่ะ. เด็กสมัยใหมนี้ชอบคิดว่าเรียน ๆ ไปเพื่อสอบ สอบเสร็จก็เลิก นั่นเป็นเพราะผลพวงของระบบ ต้องเข้าใจว่าเราเรียนหนังสือนี่ ต้องถือว่าไม่มีใครมาบังคับเรา เราเรียนเพื่อตัวเราเอง เพื่อพัฒนาสมองเราเอง พัฒนา มุมมองความคิดต่าง ๆ เพื่อให้เราเป็นยอดคนเอง สามารถที่จะพึ่งตัวเองได้ทุกเมื่อ ไม่ว่าจะยังอยู่ในความดูแลของผู้ปกครองหรือหลุดจากอ้อมแขน บิดามารดาเมื่อไร ต้องสามารถที่จะกล้าคิดและทำ พึ่งตัวเอง ยังชีพตัวองในสังคมนี้ได้ค่ะ. ดังนั้น จากข้อ 7. เราต้องบันทึกความรู้ที่เรารู้แล้ว ให้เป็นความรู้ยาวนานติดสมอง โดยทำดังต่อไปนี้ค่ะ. - ให้นึก ! โน๊ตย่อที่เราสรุปเอง อาทิตย์ละหน ติดต่อกัน ซัก 1 เดือนหรือ 4 อาทิตย์นึกนะคะ . ไม่ใช่เปิดดูถ้านึกไม่ออก แสดงว่าไม่ได้สรุปเองแล้วล่ะเปิดหนังสือ แล้วสรุปตามแหง ๆ จากนั้นให้ทิ้งห่างเป็น นึก 1 เดือนต่อครั้ง จนเริ่มรู้สึกเบื่อ เพราะนึกทะลุปรุโปร่งหมดแล้วให้เลิกค่ะ. ใกล้สอบค่อยว่ากันอีกที กระบวนการที่ว่านึกตั้งแต่ 1 อาทิตยืจนเลิกนึกนี่ คาดว่าไม่ตำกว่า 3 เดือนนะคะ. ใครน้อยกว่านี้ แสดงว่าโกหกตัวเองชัวร์
9. กระบวนการสุดท้าย เป็นการเพิ่มพลังความมั่นใจในตัวเองซึ่งต้องกระทำติดต่อกันบ่อยๆ เรื่อย คือกระบวนการสอบแข่งขันค่ะ. ตรงนี้สำคัญมาก เช่นเราอาจจะเรียนได้เกรดดี แต่พอสอบแข่ง จริง ๆล่ะ สู้เขาได้ใหม ให้ลองลงสนามสอบอย่าง TOFEL TOEIC สอบชิงทุนไปเลยหลายๆสนาม เป็นการวัดวิทยายุทธ ของเราว่าเทียบกับชาวโลกแล้ว เราอยู่ระดับไหน จะได้เอาไปพัฒนาตัวเองได้ต่อไปค่ะ

ตัวช่วยทำให้เรียนเก่ง


ตัวช่วยทำให้เรียนเก่ง
แม้หลังจากสอบเสร็จ จะเป็นเวลาที่ได้พักกันเต็มที่ แต่อย่าชะล่าใจไปนะจ๊ะ เพราะเผลอแป๊บเดียวก็เปิดเทอมกันอีกแล้ว วันนี้มีเคล็ดลับเรียนเก่งแบบไม่ลับมาให้ลองทำดู เพื่อรับมือกับเทอมใหม่ มาเริ่มฝึกกันเลยค่ะ
ดื่มน้ำก่อนเข้าเรียน เพราะน้ำช่วยลดความเครียด ความวิตกกังวลได้ แถมยังช่วยให้มี สมาธิจดจ่อดีขึ้นด้วยค่ะ
กดจุดกระตุ้นสมอง แบมือขวาออก กางนิ้วชี้กับนิ้วหัวแม่มือให้ห่างกันมากที่สุด จากนั้นวางมือลงใต้ร่องกระดูกไหปลาร้า นิ้วมือจะอยู่บนกระดูกอก นวดเบาๆ เป็นจังหวะ ในเวลาเดียวกันนี้ให้ใช้มือซ้ายวางลงบริเวณสะดือพร้มกับกดน้ำหนักลงเบาๆ ค้างไว้สองนาที
วิธีนี้ช่วยให้เลือดขึ้นไปเลี้ยงสมองได้ดี และยังช่วยสร้างสมาธิในการอ่านเขียนได้ด้วย ไม่ลองไม่รู้ นะจะบอกให้

บทความ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ แนะนำเคล็ดลับ ในการเรียนเก่ง


บทความ เนื้อเรื่อง หรือ คำอธิบาย โดยละเอียด ตัดตอนมาจากหนังสือ "เดอะท็อปซีเคร็ต"
อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ พยายามจะอธิบายความลับสุดยอดนี้ เขาย้ำว่า การค้นพบสิ่งมหัศจรรย์ทุกอย่างของเขา มาจากจินตนาการ และถ้าจะเทียบระหว่างความรู้ กับ จินตนาการ เขาบอกว่า จินตนาการสำคัญกว่า จินตนาการเป็นเชาว์ปัญญาขั้นสูงสุด และมันจะนำไปสู่การค้นพบสิ่งใหม่ๆได้อย่างไม่สิ้นสุด ขณะที่มีชีวิตอยู่ เขาย้ำนักย้ำหนาหลายต่อหลายครั้งกับนักศึกษาที่เขาสอน และต่อที่ประชุมนักวิทยาศาสตร์อยู่บ่อยๆว่า “จินตนาการ สำคัญมากกว่าความรู้” แต่เขาก็ไม่อธิบายต่อว่า เพราะอะไร จินตนาการจึงสำคัญกว่าความรู้
ภาพในจินตนาการที่จะมีพลังดึงดูดให้ประสบความสำเร็จจะต้องใส่ความรู้สึกเข้าไปด้วย เช่น นักเรียนสองคน สามารถจินตนาการภาพ F=ma ได้ แต่คนหนึ่งใส่ความรู้สึกเข้าไปว่า ....อ้อ F มันเป็นแรงนะ เราเคยรู้สึกตอนถูกผลัก m เป็นมวล รู้สึกได้เลยเพื่อนที่ตัวใหญ่มวลจะมาก ส่วนความเร่ง a เคยรู้สึกตอนเล่นรถไฟเหาะ ฯลฯ ซึ่งความรู้สึกที่ใส่เข้าไป จะต่างกันไปตามประสบการณ์ และความสามารถในการบิ๊วด์ความรู้สึกของแต่ละคน เทคนิคนี้สามารถนำไปใช้ได้ในทุกสาขาวิชาไม่ว่า จะเป็นฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา ฯลฯ ( ในหนังสือเดอะท็อปซีเคร็ต ใช้คำว่า "ภาพแห่งความรู้สึก”)
นักเรียนที่เรียนเก่ง ก็ค้นพบความลับนี้ เขาจะกลับมานั่งคิดและจินตนาการต่อที่บ้านเสมอ นักเรียนทุกคนในห้อง เรียนกับอาจารย์คนเดียวกัน บรรยากาศเดียวกัน แต่ความสามารถในการจินตนาการต่างกัน สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันในหมู่เด็กที่เรียนเก่งคือ จะมีจินตนาการสูงมาก ความลับนี้เขาไม่ได้บอกใคร อาจเพราะไม่อยากบอก หรือ ไม่รู้ว่าจะบอกอย่างไร เด็กที่เรียนเก่งทุกคนจะมีพรสวรรค์ทางด้านนี้ คือเมื่อเห็นภาพปุ๊บ เขาจะใส่ความรู้สึกเข้าไปปั๊บ เกิดขึ้นเกือบจะพร้อมๆกัน โดยที่ตัวเขาเองก็ไม่รู้ด้วยว่าทำไม แต่สิ่งเหล่านี้สามารถฝึกได้
ประสบการณ์ที่เหมือนกันเปี๊ยบระหว่างคนสองคน จึงส่งอิทธิพลต่อวิถีชีวิตได้ไม่เท่ากัน เพราะความสามารถในการจินตนาการต่างกัน แน่นอนว่า อุปนิสัย ความชอบ ความสนใจ ความถนัด ฯลฯ เป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้มีพลังแห่งจินตนาการสูงขึ้นหลังจากได้พบกับประสบการณ์จริง พวกเขาจะเห็นภาพแห่งความสำเร็จในเรื่องที่ตนเองชอบหรือถนัด ชัดเจนกว่าคนอื่น จึงมีโอกาสบรรลุเป้าหมายได้ง่ายกว่า
ประสบการณ์จากชีวิตจริง จะประทับลงในจิตใต้สำนึกได้ ต้องมีจินตนาการ เราอาจจะเคยตีแบดมินตัน แต่ผ่านแล้วก็ผ่านเลยไป ไม่เคยจินตนาการต่ออีก ประสบการณ์ในครั้งนั้นก็สูญเปล่า การตีในครั้งต่อไปเราจะไม่เก่งขึ้น เพราะจิตใต้สำนึกจะเข้าใจภาพแห่งจินตนาการเท่านั้น มันไม่มีส่วนเชื่อมต่อโดยตรงกับทวารทางกายทั้งห้า เหมือนอย่างจิตสำนึก
อัจฉริยะของโลกทุกคน ทุกสาขา ค้นพบความลับสุดยอดนี้แล้ว นักศึกษาแพทย์ที่เก่งๆ จะจินตนาการลักษณะของเส้นเลือดร่างกายแต่ละระบบ พยายามบิวด์ความรู้สึกเขาไป แล้วค่อยไปเรียนรู้ลักษณะย่อยของเส้นเลือดแต่ละเส้นในระบบนั้น นิสิตวิศวกรรมที่เก่งๆ สามารถพิสูจน์สมการทางแคลคูลัสได้ โดยคิดย้อนจากคำตอบขึ้นมา ทำให้ไม่ว่าอาจารย์จะกำหนดสมการแบบไหนมา เขาก็ตอบถูกเสมอ เพราะเอาคำถามของอาจารย์นั่นแหละ เป็นตัวตั้งคิดย้อนขึ้นไปพิสูจน์ ทั้งหลายเหล่านี้ไม่ใช่เพราะพวกเขามีมันสมองที่ใหญ่กว่าคนอี่น แต่เพราะพวกเขาพบความลับนี้ อาจจะด้วยพรสวรรค์ หรือ การเรียนรู้ แต่ที่น่าประหลาดใจก็คือ ไม่มีใครที่สามารถเปิดเผยความลับนี้ให้คนอื่นได้รับรู้
ถ้าเราไปถามศิลปินนักวาดภาพที่เก่งๆ ว่าทำไมถึงวาดภาพได้ขนาดนี้ เขาจะตอบไม่ได้ ทั้งๆที่ ภาพนั้นฝังอยู่ในใจตั้งแต่แรกแล้ว มือเขาเพียงแต่วาดไปตามความรู้สึกเท่านั้นเอง ศิลปินระดับนี้ จึงต้องบิวด์อารมณ์ก่อนทำงานเสมอ เพราะอารมณ์จะทำให้ภาพในใจชัดเจนยิ่งขึ้น วันไหนไม่มีอารมณ์ จะทำงานไม่ได้เลย
สมองคนเราถูกออกแบบมาให้มีโครงสร้างไม่แตกต่างกัน สิ่งที่ต่างกันคือความสามารถในการจินตนาการ ไอน์สไตน์ จึงบอกว่า จินตนาการสำคัญมากกว่าความรู้ จงพยายามจินตนาการไปแล้วอย่าลืมใส่ความรู้สึกเข้าไปด้วย ในที่สุดมันจะมีพลังมหัศจรรย์จากจิตใต้สำนึก มาขับดันให้คุณเกิดการหยั่งรู้โดยอัตโนมัติ

อยากเรียนเก่งไหม

เคล็ดลับ เรียนเก่ง
คงเข้าใจว่าใครหลายๆคน อาจจะกำลังคิดอยู่ว่า จะทามยังไงดีให้เราเรียนเข้าใจ รู้เรื่อง ความจริงแล้ว ในการ เรียนหนังสือ ไม่ว่าเราจะฉลาดหรือไม่ ถ้าเรามีความตั้งใจที่จะศึกษาและไขว่คว้าอยู่ตลอด มันก็จะดีมากเรยคะ เอาเป็นว่า มาดูดีกว่า ว่า เคล็ดลับ 13 ประการในการเรียนอย่างมีประสิทธิ์ภาพมีอะไรบ้าง
1.เราต้องมีความรับผิดชอบคะ
-เราต้องมีความรับผิดชอบต่อตนเองนะคะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการบ้าน เรื่องเรียน หลายคนเวลาลืมทำการบ้าน ก็จะบอกอาจารย์ว่าหนูลืมคะ นั่นไม่ใช่ข้ออ้างที่ดีนะคะ (คนเขียนทามบ่อยคะ อิอิ)
2.เริ่มต้นดี
-ใครหลายๆคนนะคะ เวลาเปิดเทอมใหม่ๆนี่ ก็จะตั้งใจเรียน แต่พอไปหลังๆนี่ เริ่มแร้วคะ ถ้าเราเริ่มต้นดีตั้งแต่ตอนแรก และก็ดีเสมอไป รับรองคะ
3.กำหนดเป้าหมายในการเรียนอย่างแน่วแน่
-เพื่อนๆหลายคนตอนนี้ อาจจะกำลังศึกษาอยู่ ม.3 หลายคนก็ศึกษาอยู่ ม.6 ในการเรียนต่อนั้น เพื่อนๆต้องกำหนดให้เป้าหมายในการเรียนให้ชัดเจน ทั้งระยะสั้นและระยะยาว และทุ่มเทความพยายามให้บรรลุเป้าหมายนั้น
4.วางแผนและจัดการ
-มีการวางแผน จัดลำดับสำคัญของกิจกรรมที่ต้องทำ หากทำเป็นตารางสัปดาห์ได้ก็ยิ่งดีใหญ่เรยนะคะ
5.มีวินัยต่อตนเอง
-เมื่อกำหนดเป้าหมาย วางแผนและจัดการเรียบร้อยแล้ว เราก็ต้องสัญญากับตนเองอย่างแน่วแน่ที่จะมีวินัย และปฏิบัติตาม
6.อย่าล้าสมัย
-วิทยาการพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว การค้นคว้าหาความรู้ ต้องอิงกับข้อมูลที่ทันสมัย ทันเหตุการณ์
7.ฝึกตนเองให้เรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ
-ศึกษาข้อมูลเสนอแนะ และฝึกทักษะการเรียนรู้
8.เตรียมพร้อมเพื่อเข้าสู้ชั้นเรียน
-เตรียมตัวเป็นผู้ใฝ่หาความรู้อย่างแข็งขัน เตรียมอุปกรณ์หนังสือที่จะใช้ในการเรียนให้เรียบร้อย
9.มุ่งมั่นจดจ่อต่อบทเรียน
-ในการเรียนนั้นเราก็ควรที่จะมีความมุ่งมั่น ตั้งใจฟังที่อาจารย์พูด อาจารย์สอน ไม่เข้าเรียนเพื่อที่จะมานั่งพูดคุยกัน หรือรอเวลาให้เลิกเรียนเร็วๆ
10.เป็นตัวของตัวเอง
-รู้จักคิดและทำ ด้วยความสามารถของตนเอง คิดเสมอว่าเราเป็นผู้หนึ่งที่มีศักยภาพสูงเหมือนกัน
11.มีความกระตือรือล้น
-ความสำเร็จเป็นของผู้ที่มีความริเริ่ม เป็นฝ่ายรุกที่จะมุ่งหน้า และคว้าความสำเร็จเป็นของตนเอง
12.มีสุขภาพดี
-เพื่อนๆอย่าลืมใส่ใจถึงสุขภาพทางร่างกายของตัวเราเองนะคะ ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมนันทนาการ กิจกรรมทางสังคมต่างๆก็มาถึงเคล็ดลับทางการเรียนข้อสุดท้ายกันแล้วคะ
13.เรียนอย่างมีความสุข
-เราต้องพยายามที่จะเก็บเกี่ยวความสนใจในบทเรียน คิดเสมอว่า วิชานี้น่าเรียน เรียนสนุก ไม่ต้องไปเครียดกับมัน แล้วเราก็จะเรียนอย่างมีความสุขคะ

ก็บอกกันไปแล้วนะคะ ไงเพื่อนๆก็อย่าลืม นำเคล็ดลับทั้ง13ประการนี้ ไปปฏิบัติกันดูนะคะแล้วคราวหน้า กิ๊กจะเอาอะไรมาฝากกัน คอยดูนะคะ
http://blog.eduzones.com/entertain/10627

ไข้หวัดหมู หวัดสายพันธุ์ใหม่ที่ควรรู้จัก


ข่าวคราวการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดหมูในประเทศเม็กซิโก จนคร่าชีวิตผู้คนไปหลายสิบคน ซึ่งผู้เสียชีวิตเฉพาะในประเทศเม็กซิโก มีถึง 149 คน (ตัวเลขทางการ ณ วันที่ 28 เมษายน 2552) เกี่ยวกับเรื่องนี้ได้สร้างความวิตกกังวลให้กับนานาชาติเป็นอย่างมาก ล่าสุดองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ออกมาประกาศเตือนว่า สถานการณ์ขณะนี้มีความรุนแรงมากขึ้น และมีความเสี่ยงที่จะลุกลามไปทั่วโลก ทำให้หลายคนที่ไม่คุ้นเคยกับโรคชนิดนี้ เกิดความสงสัยว่า "โรคไข้หวัดหมู" คืออะไร และจะสามารถป้องกันได้อย่างไร วันนี้กระปุกอาสามาบอกต่อกันค่ะ
รู้จักโรคไข้หวัดหมู
"โรคไข้หวัดหมู" หรือ Swine influenza เป็นไข้หวัดใหญ่ ชนิดเอ ตามปกติมีการระบาดในหมูเท่านั้น สามารถพบได้ทั้งในหมูเลี้ยง และหมูป่า ซึ่งมีหลากหลายสายพันธุ์ ทั้ง H1N1, H1N2 และ H3N2 แต่บางครั้งหมูอาจมีเชื้อไข้หวัดอยู่ในตัวมากกว่า 1 ชนิด ซึ่งอาจทำให้เกิดการผสมกันของยีนได้ ทำให้เกิดเป็นไวรัสชนิดใหม่ที่สามารถข้ามสายพันธุ์มาติดต่อยังมนุษย์ได้ เริ่มต้นจากการสัมผัสกับหมูที่เป็นโรค
ไข้หวัดหมูส่วนใหญ่มักแพร่ระบาดในช่วงฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาว แต่สามารถพบเชื้อได้ตลอดทั้งปี สำหรับโรคไข้หวัดหมูที่กำลังแพร่ระบาดในประเทศเม็กซิโกและสหรัฐอเมริกานั้น เกิดจากเชื้อไข้หวัดใหญ่ ชนิดเอ สายพันธุ์ เอช 1 เอ็น 1 (H1N1) ซึ่งเป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ของคน ซึ่งไม่เคยพบมาก่อน เนื่องจากเป็นการผสมกันของสารพันธุกรรมไข้หวัดใหญ่ในมนุษย์, ไข้หวัดนกที่พบในทวีปอเมริกาเหนือ และไข้หวัดหมูที่พบในทวีปเอเชีย และยุโรป ทำให้องค์การอนามัยโลกต้องเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดหมูอย่างใกล้ชิด เนื่องจากหวั่นวิตกว่า เชื้อ H1N1 อาจจะกลายพันธุ์เป็นสายพันธุ์ที่อันตรายยิ่งขึ้น
วิวัฒนาการไข้หวัดหมู
ก่อนจะกลายพันธุ์เป็นไข้หวัดหมูสายพันธุ์ใหม่ หรือไข้หวัดใหญ่เม็กซิโกนั้น ไข้หวัดหมูสายพันธุ์ดั้งเดิม พบมาตั้งแต่ ค. ศ.1918-1919 ในช่วงที่ไข้หวัดใหญ่สเปน (Spanish Flu) ระบาดครั้งใหญ่ทั่วโลก จนมีผู้เสียชีวิตประมาณ 50 ล้านคน ส่วนใหญ่อายุ 20-40 ปี และตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป จากนั้นโรคไข้หวัดหมูได้แพร่ระบาดในช่วงต่างๆ ก่อให้เกิดโรคในคนอยู่มากกว่า 50 ราย โดยผู้ป่วย 61% มีประวัติสัมผัสหมูและมีอายุเฉลี่ย 24 ปี หลังจากนั้นใน ค.ศ.1974 ไข้หวัดหมูได้แพร่ระบาดในค่ายทหาร (Fort Dix) ที่รัฐนิวเจอร์ซี่ มีผู้ป่วย 13 ราย เสียชีวิต 1 ราย โดยที่อีก 230 ราย ติดเชื้อแต่ไม่มีอาการ หรือมีอาการแต่น้อยมาก ทั้งหมดนี้ไม่มีประวัติสัมผัสหมู ซึ่งแสดงว่าน่าจะมีการพัฒนาจนมีการติดต่อจากคนสู่คน
ต่อมาใน ค.ศ.1988 หญิงตั้งครรภ์คนหนึ่งเสียชีวิตในรัฐวิสคอนซิน และมีประวัติสัมผัสหมู จึงเกิดการสงสัยว่าไข้หวัดหมูอาจไม่ใช่พันธุ์หมูล้วน (classic H1N1) จนกระทั่งปี ค.ศ.1998 จึงพิสูจน์พบว่า หมูที่เลี้ยงในประเทศสหรัฐอเมริกา มีไวรัสไข้หวัดหมูกลายพันธุ์ โดยมีพันธุกรรมผสมระหว่างหมู คน และนก เกิดสายพันธุ์ผสม (Triple assortant virus) H3N2, H1N2, และ H1N1 (วารสารโรคติดเชื้อ JID 2008) และสายพันธุ์ผสมนี้ยังพบได้ในเอเชีย และแคนาดา
จากนั้นในเดือนพฤศจิกายน 2008 ได้พบไข้หวัดหมูผสมสายพันธุ์ใหม่ (H1N1) ที่ประเทศสเปน จากหญิงอายุ 50 ปีที่ทำงานในฟาร์มหมู โดยมีอาการไข้ ไอ เหนื่อย ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ คันคอ คันตา และหนาวสั่น แต่อาการเหล่านี้หายไปได้เอง โดยไม่ต้องเข้ารับการรักษาใดๆ จึงไม่มีการคาดการณ์ว่า ไข้หวัดหมูสายพันธุ์ใหม่จะเป็นอันตรายมากนัก
จนกระทั่งล่าสุด เกิดการแพร่ระบาดของไข้หวัดหมู ในประเทศเม็กซิโก และมีการยืนยันอย่างแน่ชัดว่า โรคนี้สามารถแพร่กันระหว่างคนสู่คน เนื่องจากเชื้อโรคได้วิวัฒนาการอย่างสมบูรณ์แล้ว
การติดต่อโรคไข้หวัดหมู
เชื้อไข้หวัดหมู มีการติดต่อเหมือนกับโรคไข้หวัดใหญ่ในคนทั่วไป และเชื้อจะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ตามปกติคนจะไม่ติดเชื้อไข้หวัดหมู ยกเว้นผู้ที่ไปสัมผัสใกล้ชิดกับหมู ก็อาจติดเชื้อไข้หวัดหมูมาได้ แต่มักไม่ค่อยพบกรณีนี้ ทั้งยังไม่ค่อยพบกรณีไข้หวัดหมูระบาดจากคนสู่คนอีกด้วย แต่กรณีโรคไข้หวัดใหญ่ที่ระบาดในเม็กซิโกอยู่ขณะนี้ เป็นที่ชัดเจนว่า มีการติดต่อจากคนสู่คน เพราะผู้ป่วยบางรายไม่เคยมีประวัติสัมผัสหมูแต่อย่างใด
ทั้งนี้เชื้อโรคจะอยู่ในเสมหะ น้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วย และสามารถแพร่กระจายไปยังผู้อื่นด้วยการไอ หรือจามรดกันในระยะใกล้ชิด รวมทั้งติดต่อกันทางลมหายใจ หากอยู่ใกล้ชิดผู้ติดเชื่อ และสามารถติดต่อได้จากมือ หรือสิ่งของที่มีเชื้อปนเปื้อนอยู่ ทั้งนี้เชื้อโรคจะเข้าสู่ร่างกายทางจมูกและตา เช่น การแคะจมูก การขยี้ตา แต่ไม่ติดต่อจากการรับประทานเนื้อหมู
ขณะที่นักวิชาการขององค์การอนามัยโลก ระบุไว้ว่า โรคไข้หวัดหมู มีอัตราการแพร่ระบาดมากกว่าโรคซาร์ส และไข้หวัดนก แต่อัตราการเสียชีวิตมีน้อยกว่า คืออยู่ที่ร้อยละ 5-7 ขณะที่โรคไข้หวัดนกมีอัตราการเสียชีวิตสูงถึงร้อยละ 60
แต่ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญยังไม่ยืนยันว่า โรคไข้หวัดหมูสายพันธุ์ใหม่จะระบาดในวงกว้างหรือไม่ และจะทำให้มีผู้เสียชีวิตมากน้อยเพียงใด อีกทั้งยังไม่แน่ใจว่าไวรัสสายพันธุ์ใหม่จะติดต่อจากคนสู่คนได้ยากง่ายระดับไหน
อาการของโรคไข้หวัดหมู
เมื่อเชื้อไข้หวัดหมูเข้าสู่ร่างกายจะมีระยะฟักตัวประมาณ 1 สัปดาห์ ก่อนจะปรากฎอาการที่คล้ายกับผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่ธรรมดา แต่มีอาการรุนแรงกว่า และรวดเร็วกว่า นั่นคือ มีไข้สูงราว 38 องศาเซลเซียส ปวดเมื่อยตามร่างกาย ตามข้อ ไอ มีน้ำมูก มีเสมหะ ปอดบวม เบื่่ออาหาร บางรายอาจท้องเสีย คลื่นไส้ อาเจียน จากนั้นเชื้อจะแพร่เข้าสู่กระแสโลหิต จึงทำให้เกิดเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ผู้ป่วยจะมีการทรงตัวผิดปกติ เดินเอนไปเอนมาเหมือนคนเมาสุรา นอกจากนี้อาจสูญเสียการได้ยินจนถึงขั้นหูหนวกได้ และอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที
การรักษาโรคไข้หวัดหมู
ทางสหรัฐอเมริกา ระบุว่า โรคไข้หวัดหมูสามารถรักษาได้ด้วยยาปฏิชีวนะ คือ วัคซีนแอนตี้ไวรัส "โอเซลทามิเวียร์" (ชื่อทางการค้าว่า ทามิฟลู) และ "ซานามิเวียร์" (ชื่อทางการค้าว่า รีเลนซา) เพื่อป้องกันเชื้อไวรัสไม่ให้แตกตัว แต่ทั้งนี้ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่า วัคซีนเหล่านี้จะมีประสิทธิภาพเพียงใด เนื่องจากไข้หวัดหมูที่แพร่ระบาดอยู่ขณะนี้ เป็นไวรัสสายพันธุ์ใหม่ที่เกิดขึ้น จึงต้องมีการศึกษาพัฒนาวัคซีนตัวใหม่ เพื่อใช้ในการรักษาให้มีประสิทธิผลมากขึ้นต่อไป
การป้องกันโรคไข้หวัดหมู
โรคไข้หวัดหมู แม้จะเป็นสายพันธุ์หมู แต่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับหมูโดยตรง เพราะเป็นไข้หวัดใหญ่ที่ติดต่อจากคนสู่คน ดังนั้นจึงสามารถรับประทานหมูได้ หากไม่แน่ใจ ให้ปรุงเนื้อหมูให้สุกเสียก่อน คือ ผ่านความร้อนที่อุณหภูมิ 70 องศาเซลเซียสขึ้นไป หรือต้มในน้ำเดือด ก็จะสามารถทำลายเชื้อให้หมดไปได้
ทั้งนี้ วิธีการป้องกันการติดต่อของโรคได้ดีที่สุด คือ การรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ โดยการออกกำลังกาย รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ อีกทั้งควรหลีกเลี่ยงการไปในที่ชุมชน หรือสถานที่แออัด และล้างมือบ่อยๆ
ในส่วนของผู้ที่มีความจำเป็นต้องเดินทางไปยังประเทศเม็กซิโก รวมทั้งรัฐแคลิฟอร์เนียและเทกซัส ประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศใกล้เคียง ควรติดตามสถานการณ์และคำแนะนำจากกระทรวงสาธารณสุขอย่างใกล้ชิด และหากมีอาการไข้ไม่ลดภายใน 2 วัน ให้รีบไปพบแพทย์ทันที
สำหรับประเทศไทยนั้น ล่าสุดกระทรวงสาธารณสุขยืนยันว่า ยังไม่พบการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดหมูในประเทศ ดังนั้นก็ไม่ต้องตื่นตระหนกไปหรอกค่ะ แต่ถ้าหากยังไม่แน่ใจว่าจะปลอดภัย 100 เปอร์เซ็นต์จากโรคไข้หวัดหมู แนะนำว่าให้รับประทานเนื้อหมูที่ปรุงสุกแล้วดีกว่า และรักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ อีกทั้งติดตามข่าวสารอยู่เป็นประจำ เพื่อความปลอดภัยในชีวิตค่ะ