แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เคล็ดลับ เรียนเก่ง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เคล็ดลับ เรียนเก่ง แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2552

เคล็ดลับเรียนเก่ง ของเด็กมหาลัย


เคล็ดลับเรียนเก่ง ของเด็กมหาลัย
ชีวิตการเรียนในมหาวิทยาลัยจะแตกต่างโดยสิ้นเชิงกับการเรียน ม.ปลาย เริ่มตั้งแต่การกำหนดเวลาเรียนเอง (การแย่งกันลงทะเบียน ) การกะเวลาเข้าเรียนเอง (กรณีวิชานั้นๆไม่มีคะแนนเข้าห้อง) และการที่ต้องแบ่งเวลาทำกิจกรรมอื่นๆ (แล้วแต่ใครจะรวมเวลาเที่ยวเล่นลงไปด้วยก็แล้วแต่นะจ้ะ ^-^) สรุปแล้วว่า freedom กว่าเดิมแยะ และความ freedom นี่แหละ ทำให้นักศึกษาหลายต่อหลายคน จบชีวิต(ความเป็นนักศึกษา คณะนั้นๆ) ไปหลายต่อหลายคน (ไทด์ นั่นเองล่ะพี่น้องค้าบ^o^) พี่เองก็เจอกะตัวมาแล้ว สนุกไปนิด ชะล่าใจไปหน่อย คะแนนออกมา ตกมีนแทบทุกตัว T-T แทบแย่เหมือนกันกว่าจะตั้งหลักได้
ว่าแล้วก็มีเทคนิคดีๆมาฝาก เผื่อน้องๆกะเพื่อนๆจะเอาไปใช้นะจ้ะ พี่ลองดูแล้วเกรด 3 up ทุกเทอมเลย (ไม่ได้โม้นา ^o^)
1.คุมเวลาตื่นนอนให้ได้ทุกวันก่อนคะ.เช่น ตื่น 6 โมงเช้านอน 4 ทุ่ม ซัก 1 เดือน ติดต่อกัน ให้ได้ก่อนค่อยมาว่าจะอ่านหนังสือคะ. เพราะจะเป็นการจัดระบบมันสมองใด้อย่างดีเยี่ยม และจะรู้สึกว่าสมองมีพลังในการรับรู้คะ. ถ้าทำข้อนี้ไม่ได้ อย่าคิดว่าจะเรียนให้ดีได้ ยากคะ!. (สำหรับนักเที่ยวนอนดึกทั้งหลาย ลดดีกรีลงมาหน่อย เที่ยวเฉพาะวันเสาร์ไม่ก็วันที่ไม่มีเรียนเอาดีกว่านะจ้ะ)
2. หลักการอ่านหนังสือใด ๆ ไม่จำเป็นต้องอ่านทีละนาน ๆ คะเช่นตั้งไว้ว่า วันนึง เราจะ อ่านซัก 1 - 2 ชม.ก็เกินพอคะ. แต่สำคัญอยู่ที่ความต่อเนื่องคะ. ถ้ายังบังคับตัวเองไม่อยู่ ข้อ 1. ก็ เป็นการฝึกบังคับอย่างนึงแล้ว ต้องอ่านทุกวัน (อาจฟังดูยาก แต่ถ้าอ่านทุดวันเป็นกิจวัตรก็จะเกิดความเคยชิน ไม่หนักเลยค่ะ) เว้นแต่ถ้าไม่ได้ใกล้ช่วงสอบมากนัก จะพักผ่อนวันเสาร์-อาทิตย์ก็ไม่ว่ากันค่ะ
3. ที่ว่า 1 -2 ชม.นั้นต้องรู้ว่าตัวเองเราสามารถรับได้ครั้งละเท่าไรคะอย่างเช่นพี่จะ อ่านวันละ 2 ชม. แต่แบ่ง เป็น 4 ยก. ครั้งละ 25 - 30 นาที และพัก 5- 10 นาที
4. อ่านจบวันนึง ๆไม่ต้องถึงกับมีสรุปแบบเล่มยาว ๆ หรอกนะคะ. สรุปสั้น ๆ ว่าวันนี้ได้อะไรบ้าง สูตรอะไร ๆ หรือความเข้าใจอะไร ก็พอค่ะ
5. ถึงตอนนอนให้นั่งสมาธิซัก 5 นาทีพอรู้สึกใจเริ่มนิ่ง ให้นึกที่เราสรุปไว้ เมื่อกี๊ค่ะ. ถ้านึกไม่ออกแสดงว่าสมาธิตอนอ่านหนังสือไม่ดีให้เปิดไฟ ลุกออกไปดูที่สรุปใหม่ แล้วนึกใหม่ค่ะ.
6. ต้องรู้วิธีเรียนในแต่ละวิชาค่ะ. ต้องพอรู้เกี่ยวกับแนวการสอนที่อาจารย์วิชานั้นๆสอน รู้ว่าอาจารย์ชอบเน้นจุดไหน ย้ำเนื้อหาตรงไหนบ่อยๆนั่นแหละค่ะแนวข้อสอบทั้งนั้น!
7. วิธีเรียนพวกวิชาที่ใช้ความเข้าใจ อันดับ แรกต้องรีบศึกษาเนื้อหาทั้งหมดให้จบอย่างรวดเร็วค่ะ. ถามว่าอ่านจากไหน อย่ามองไกลค่ะ. แบบเรียนนั่นล่ะ อย่าเพิ่งไปมองพวกคู่มือ ถ้าเราอ่านแบบเรียนไม่รู้เรื่อง ก็อย่าไปหวังจะดูตำราอื่นเลยค่ะ. จากนั้นให้รีบหา แบบฝึกหัดมา(อย่าคิดว่าเรียนมหาลัยแล้วไม่ต้องทำแบบฝึกหัดนะคะ) ทำในแบบเรียนนั่นล่ะให้ได้หมดก่อน จากนั้นค่อย เสาะหาตำราคู่มือที่คิดว่าเราดี อ่านแล้วเข้าใจอีกซักเล่มนึงมา อ่านเนื้อหาให้หมด อีกที แล้วทำแบบฝึกหัดในเล่มนั้นให้จบหมด .
สำคัญคือความตั้งใจนะค่ะ. ต้องเข้าใจว่าเรา มีความรู้ในบทนั้น ๆ จบแล้ว ทำไมยังทำโจทย์บางข้อไม่ได้ พยายามคิด สุดท้ายไม่ออก ก็ดูเฉลย แล้วต้องตอบตัวเอง ให้ได้ว่าเราโง่ตรงไหน ทำไมทำไม่ได้ โจทย์ข้อนั้น ๆ เป็นเทคนิคเฉพาะหรือเปล่า ต่อไป ก็เสาะหาพวกข้อสอบต่าง ๆ มาให้เยอะที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้ว ก็ ทำ ๆ ๆ จนเกิดรู้สึกว่า บรรลุ !!! ในเรื่องนั้น ๆ มันเป็นความรู้สึกคล้าย ๆ สำเร็จเป็นผู้วิเศษอะไรทำนองนั้น หรือฝึกวิทยายุทธสำเร็จแบบนั้น มองโจทย์ปุ๊บ จะเกิดความคิด แปร๊บ ๆ ขึ้นมานึกออกทะลุหมด เมื่อนั้นรู้สึกแบบนี้เมื่อไร ให้รีบสรุปเนื้อหาบทนั้น ๆ ออกมา ในกระดาษขนาดประมาณ 2.5 นิ้ว คูณ 4 - 5 นิ้วค่ะ. ใช้หน้าหลังเขียนให้พอให้ได้ใน 1 บทต่อ 1 แผ่น อาจจะมียกเว้นบางบท เช่น สถิติ อาจใช้ถึง 6 แผ่น หรือแคลคูลัส 3 แผ่น ส่วนใหญ่ไม่เกินหรอกค่ะ. จากนั้นปาตำราบทนั้น ๆ ทิ้งไปเลยค่ะ
8. สิ่งที่สำคัญที่สุดในการทำอะไรก็ตามที่คือ ต้อง มีความรู้ติดสมอง สามารถหยิบมาใช้การได้ทันทีค่ะ. ถ้าคิดจะเรียนเพื่อสอบนั่นก็แสดงว่า กำลังคิดผิดอย่างใหญ่หลวงค่ะ. เด็กสมัยใหมนี้ชอบคิดว่าเรียน ๆ ไปเพื่อสอบ สอบเสร็จก็เลิก นั่นเป็นเพราะผลพวงของระบบ ต้องเข้าใจว่าเราเรียนหนังสือนี่ ต้องถือว่าไม่มีใครมาบังคับเรา เราเรียนเพื่อตัวเราเอง เพื่อพัฒนาสมองเราเอง พัฒนา มุมมองความคิดต่าง ๆ เพื่อให้เราเป็นยอดคนเอง สามารถที่จะพึ่งตัวเองได้ทุกเมื่อ ไม่ว่าจะยังอยู่ในความดูแลของผู้ปกครองหรือหลุดจากอ้อมแขน บิดามารดาเมื่อไร ต้องสามารถที่จะกล้าคิดและทำ พึ่งตัวเอง ยังชีพตัวองในสังคมนี้ได้ค่ะ. ดังนั้น จากข้อ 7. เราต้องบันทึกความรู้ที่เรารู้แล้ว ให้เป็นความรู้ยาวนานติดสมอง โดยทำดังต่อไปนี้ค่ะ. - ให้นึก ! โน๊ตย่อที่เราสรุปเอง อาทิตย์ละหน ติดต่อกัน ซัก 1 เดือนหรือ 4 อาทิตย์นึกนะคะ . ไม่ใช่เปิดดูถ้านึกไม่ออก แสดงว่าไม่ได้สรุปเองแล้วล่ะเปิดหนังสือ แล้วสรุปตามแหง ๆ จากนั้นให้ทิ้งห่างเป็น นึก 1 เดือนต่อครั้ง จนเริ่มรู้สึกเบื่อ เพราะนึกทะลุปรุโปร่งหมดแล้วให้เลิกค่ะ. ใกล้สอบค่อยว่ากันอีกที กระบวนการที่ว่านึกตั้งแต่ 1 อาทิตยืจนเลิกนึกนี่ คาดว่าไม่ตำกว่า 3 เดือนนะคะ. ใครน้อยกว่านี้ แสดงว่าโกหกตัวเองชัวร์
9. กระบวนการสุดท้าย เป็นการเพิ่มพลังความมั่นใจในตัวเองซึ่งต้องกระทำติดต่อกันบ่อยๆ เรื่อย คือกระบวนการสอบแข่งขันค่ะ. ตรงนี้สำคัญมาก เช่นเราอาจจะเรียนได้เกรดดี แต่พอสอบแข่ง จริง ๆล่ะ สู้เขาได้ใหม ให้ลองลงสนามสอบอย่าง TOFEL TOEIC สอบชิงทุนไปเลยหลายๆสนาม เป็นการวัดวิทยายุทธ ของเราว่าเทียบกับชาวโลกแล้ว เราอยู่ระดับไหน จะได้เอาไปพัฒนาตัวเองได้ต่อไปค่ะ

ตัวช่วยทำให้เรียนเก่ง


ตัวช่วยทำให้เรียนเก่ง
แม้หลังจากสอบเสร็จ จะเป็นเวลาที่ได้พักกันเต็มที่ แต่อย่าชะล่าใจไปนะจ๊ะ เพราะเผลอแป๊บเดียวก็เปิดเทอมกันอีกแล้ว วันนี้มีเคล็ดลับเรียนเก่งแบบไม่ลับมาให้ลองทำดู เพื่อรับมือกับเทอมใหม่ มาเริ่มฝึกกันเลยค่ะ
ดื่มน้ำก่อนเข้าเรียน เพราะน้ำช่วยลดความเครียด ความวิตกกังวลได้ แถมยังช่วยให้มี สมาธิจดจ่อดีขึ้นด้วยค่ะ
กดจุดกระตุ้นสมอง แบมือขวาออก กางนิ้วชี้กับนิ้วหัวแม่มือให้ห่างกันมากที่สุด จากนั้นวางมือลงใต้ร่องกระดูกไหปลาร้า นิ้วมือจะอยู่บนกระดูกอก นวดเบาๆ เป็นจังหวะ ในเวลาเดียวกันนี้ให้ใช้มือซ้ายวางลงบริเวณสะดือพร้มกับกดน้ำหนักลงเบาๆ ค้างไว้สองนาที
วิธีนี้ช่วยให้เลือดขึ้นไปเลี้ยงสมองได้ดี และยังช่วยสร้างสมาธิในการอ่านเขียนได้ด้วย ไม่ลองไม่รู้ นะจะบอกให้

บทความ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ แนะนำเคล็ดลับ ในการเรียนเก่ง


บทความ เนื้อเรื่อง หรือ คำอธิบาย โดยละเอียด ตัดตอนมาจากหนังสือ "เดอะท็อปซีเคร็ต"
อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ พยายามจะอธิบายความลับสุดยอดนี้ เขาย้ำว่า การค้นพบสิ่งมหัศจรรย์ทุกอย่างของเขา มาจากจินตนาการ และถ้าจะเทียบระหว่างความรู้ กับ จินตนาการ เขาบอกว่า จินตนาการสำคัญกว่า จินตนาการเป็นเชาว์ปัญญาขั้นสูงสุด และมันจะนำไปสู่การค้นพบสิ่งใหม่ๆได้อย่างไม่สิ้นสุด ขณะที่มีชีวิตอยู่ เขาย้ำนักย้ำหนาหลายต่อหลายครั้งกับนักศึกษาที่เขาสอน และต่อที่ประชุมนักวิทยาศาสตร์อยู่บ่อยๆว่า “จินตนาการ สำคัญมากกว่าความรู้” แต่เขาก็ไม่อธิบายต่อว่า เพราะอะไร จินตนาการจึงสำคัญกว่าความรู้
ภาพในจินตนาการที่จะมีพลังดึงดูดให้ประสบความสำเร็จจะต้องใส่ความรู้สึกเข้าไปด้วย เช่น นักเรียนสองคน สามารถจินตนาการภาพ F=ma ได้ แต่คนหนึ่งใส่ความรู้สึกเข้าไปว่า ....อ้อ F มันเป็นแรงนะ เราเคยรู้สึกตอนถูกผลัก m เป็นมวล รู้สึกได้เลยเพื่อนที่ตัวใหญ่มวลจะมาก ส่วนความเร่ง a เคยรู้สึกตอนเล่นรถไฟเหาะ ฯลฯ ซึ่งความรู้สึกที่ใส่เข้าไป จะต่างกันไปตามประสบการณ์ และความสามารถในการบิ๊วด์ความรู้สึกของแต่ละคน เทคนิคนี้สามารถนำไปใช้ได้ในทุกสาขาวิชาไม่ว่า จะเป็นฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา ฯลฯ ( ในหนังสือเดอะท็อปซีเคร็ต ใช้คำว่า "ภาพแห่งความรู้สึก”)
นักเรียนที่เรียนเก่ง ก็ค้นพบความลับนี้ เขาจะกลับมานั่งคิดและจินตนาการต่อที่บ้านเสมอ นักเรียนทุกคนในห้อง เรียนกับอาจารย์คนเดียวกัน บรรยากาศเดียวกัน แต่ความสามารถในการจินตนาการต่างกัน สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันในหมู่เด็กที่เรียนเก่งคือ จะมีจินตนาการสูงมาก ความลับนี้เขาไม่ได้บอกใคร อาจเพราะไม่อยากบอก หรือ ไม่รู้ว่าจะบอกอย่างไร เด็กที่เรียนเก่งทุกคนจะมีพรสวรรค์ทางด้านนี้ คือเมื่อเห็นภาพปุ๊บ เขาจะใส่ความรู้สึกเข้าไปปั๊บ เกิดขึ้นเกือบจะพร้อมๆกัน โดยที่ตัวเขาเองก็ไม่รู้ด้วยว่าทำไม แต่สิ่งเหล่านี้สามารถฝึกได้
ประสบการณ์ที่เหมือนกันเปี๊ยบระหว่างคนสองคน จึงส่งอิทธิพลต่อวิถีชีวิตได้ไม่เท่ากัน เพราะความสามารถในการจินตนาการต่างกัน แน่นอนว่า อุปนิสัย ความชอบ ความสนใจ ความถนัด ฯลฯ เป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้มีพลังแห่งจินตนาการสูงขึ้นหลังจากได้พบกับประสบการณ์จริง พวกเขาจะเห็นภาพแห่งความสำเร็จในเรื่องที่ตนเองชอบหรือถนัด ชัดเจนกว่าคนอื่น จึงมีโอกาสบรรลุเป้าหมายได้ง่ายกว่า
ประสบการณ์จากชีวิตจริง จะประทับลงในจิตใต้สำนึกได้ ต้องมีจินตนาการ เราอาจจะเคยตีแบดมินตัน แต่ผ่านแล้วก็ผ่านเลยไป ไม่เคยจินตนาการต่ออีก ประสบการณ์ในครั้งนั้นก็สูญเปล่า การตีในครั้งต่อไปเราจะไม่เก่งขึ้น เพราะจิตใต้สำนึกจะเข้าใจภาพแห่งจินตนาการเท่านั้น มันไม่มีส่วนเชื่อมต่อโดยตรงกับทวารทางกายทั้งห้า เหมือนอย่างจิตสำนึก
อัจฉริยะของโลกทุกคน ทุกสาขา ค้นพบความลับสุดยอดนี้แล้ว นักศึกษาแพทย์ที่เก่งๆ จะจินตนาการลักษณะของเส้นเลือดร่างกายแต่ละระบบ พยายามบิวด์ความรู้สึกเขาไป แล้วค่อยไปเรียนรู้ลักษณะย่อยของเส้นเลือดแต่ละเส้นในระบบนั้น นิสิตวิศวกรรมที่เก่งๆ สามารถพิสูจน์สมการทางแคลคูลัสได้ โดยคิดย้อนจากคำตอบขึ้นมา ทำให้ไม่ว่าอาจารย์จะกำหนดสมการแบบไหนมา เขาก็ตอบถูกเสมอ เพราะเอาคำถามของอาจารย์นั่นแหละ เป็นตัวตั้งคิดย้อนขึ้นไปพิสูจน์ ทั้งหลายเหล่านี้ไม่ใช่เพราะพวกเขามีมันสมองที่ใหญ่กว่าคนอี่น แต่เพราะพวกเขาพบความลับนี้ อาจจะด้วยพรสวรรค์ หรือ การเรียนรู้ แต่ที่น่าประหลาดใจก็คือ ไม่มีใครที่สามารถเปิดเผยความลับนี้ให้คนอื่นได้รับรู้
ถ้าเราไปถามศิลปินนักวาดภาพที่เก่งๆ ว่าทำไมถึงวาดภาพได้ขนาดนี้ เขาจะตอบไม่ได้ ทั้งๆที่ ภาพนั้นฝังอยู่ในใจตั้งแต่แรกแล้ว มือเขาเพียงแต่วาดไปตามความรู้สึกเท่านั้นเอง ศิลปินระดับนี้ จึงต้องบิวด์อารมณ์ก่อนทำงานเสมอ เพราะอารมณ์จะทำให้ภาพในใจชัดเจนยิ่งขึ้น วันไหนไม่มีอารมณ์ จะทำงานไม่ได้เลย
สมองคนเราถูกออกแบบมาให้มีโครงสร้างไม่แตกต่างกัน สิ่งที่ต่างกันคือความสามารถในการจินตนาการ ไอน์สไตน์ จึงบอกว่า จินตนาการสำคัญมากกว่าความรู้ จงพยายามจินตนาการไปแล้วอย่าลืมใส่ความรู้สึกเข้าไปด้วย ในที่สุดมันจะมีพลังมหัศจรรย์จากจิตใต้สำนึก มาขับดันให้คุณเกิดการหยั่งรู้โดยอัตโนมัติ

อยากเรียนเก่งไหม

เคล็ดลับ เรียนเก่ง
คงเข้าใจว่าใครหลายๆคน อาจจะกำลังคิดอยู่ว่า จะทามยังไงดีให้เราเรียนเข้าใจ รู้เรื่อง ความจริงแล้ว ในการ เรียนหนังสือ ไม่ว่าเราจะฉลาดหรือไม่ ถ้าเรามีความตั้งใจที่จะศึกษาและไขว่คว้าอยู่ตลอด มันก็จะดีมากเรยคะ เอาเป็นว่า มาดูดีกว่า ว่า เคล็ดลับ 13 ประการในการเรียนอย่างมีประสิทธิ์ภาพมีอะไรบ้าง
1.เราต้องมีความรับผิดชอบคะ
-เราต้องมีความรับผิดชอบต่อตนเองนะคะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการบ้าน เรื่องเรียน หลายคนเวลาลืมทำการบ้าน ก็จะบอกอาจารย์ว่าหนูลืมคะ นั่นไม่ใช่ข้ออ้างที่ดีนะคะ (คนเขียนทามบ่อยคะ อิอิ)
2.เริ่มต้นดี
-ใครหลายๆคนนะคะ เวลาเปิดเทอมใหม่ๆนี่ ก็จะตั้งใจเรียน แต่พอไปหลังๆนี่ เริ่มแร้วคะ ถ้าเราเริ่มต้นดีตั้งแต่ตอนแรก และก็ดีเสมอไป รับรองคะ
3.กำหนดเป้าหมายในการเรียนอย่างแน่วแน่
-เพื่อนๆหลายคนตอนนี้ อาจจะกำลังศึกษาอยู่ ม.3 หลายคนก็ศึกษาอยู่ ม.6 ในการเรียนต่อนั้น เพื่อนๆต้องกำหนดให้เป้าหมายในการเรียนให้ชัดเจน ทั้งระยะสั้นและระยะยาว และทุ่มเทความพยายามให้บรรลุเป้าหมายนั้น
4.วางแผนและจัดการ
-มีการวางแผน จัดลำดับสำคัญของกิจกรรมที่ต้องทำ หากทำเป็นตารางสัปดาห์ได้ก็ยิ่งดีใหญ่เรยนะคะ
5.มีวินัยต่อตนเอง
-เมื่อกำหนดเป้าหมาย วางแผนและจัดการเรียบร้อยแล้ว เราก็ต้องสัญญากับตนเองอย่างแน่วแน่ที่จะมีวินัย และปฏิบัติตาม
6.อย่าล้าสมัย
-วิทยาการพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว การค้นคว้าหาความรู้ ต้องอิงกับข้อมูลที่ทันสมัย ทันเหตุการณ์
7.ฝึกตนเองให้เรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ
-ศึกษาข้อมูลเสนอแนะ และฝึกทักษะการเรียนรู้
8.เตรียมพร้อมเพื่อเข้าสู้ชั้นเรียน
-เตรียมตัวเป็นผู้ใฝ่หาความรู้อย่างแข็งขัน เตรียมอุปกรณ์หนังสือที่จะใช้ในการเรียนให้เรียบร้อย
9.มุ่งมั่นจดจ่อต่อบทเรียน
-ในการเรียนนั้นเราก็ควรที่จะมีความมุ่งมั่น ตั้งใจฟังที่อาจารย์พูด อาจารย์สอน ไม่เข้าเรียนเพื่อที่จะมานั่งพูดคุยกัน หรือรอเวลาให้เลิกเรียนเร็วๆ
10.เป็นตัวของตัวเอง
-รู้จักคิดและทำ ด้วยความสามารถของตนเอง คิดเสมอว่าเราเป็นผู้หนึ่งที่มีศักยภาพสูงเหมือนกัน
11.มีความกระตือรือล้น
-ความสำเร็จเป็นของผู้ที่มีความริเริ่ม เป็นฝ่ายรุกที่จะมุ่งหน้า และคว้าความสำเร็จเป็นของตนเอง
12.มีสุขภาพดี
-เพื่อนๆอย่าลืมใส่ใจถึงสุขภาพทางร่างกายของตัวเราเองนะคะ ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมนันทนาการ กิจกรรมทางสังคมต่างๆก็มาถึงเคล็ดลับทางการเรียนข้อสุดท้ายกันแล้วคะ
13.เรียนอย่างมีความสุข
-เราต้องพยายามที่จะเก็บเกี่ยวความสนใจในบทเรียน คิดเสมอว่า วิชานี้น่าเรียน เรียนสนุก ไม่ต้องไปเครียดกับมัน แล้วเราก็จะเรียนอย่างมีความสุขคะ

ก็บอกกันไปแล้วนะคะ ไงเพื่อนๆก็อย่าลืม นำเคล็ดลับทั้ง13ประการนี้ ไปปฏิบัติกันดูนะคะแล้วคราวหน้า กิ๊กจะเอาอะไรมาฝากกัน คอยดูนะคะ
http://blog.eduzones.com/entertain/10627